เว็บไซต์ พระพุทธศาสนามหายานแห่งประเทศไทย
Search Register

   เข้าระบบ   
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน ?.

   ข้อความสั้น   
ชื่อ:

ข้อความ:
รหัสลับ: a9f38
กรอกรหัส:*
ช่วยเหลือ

admin
27. พฤษภาคม 2016 07:54:16
เว็บมหายาน.โออาจี ข่าวสาร สาระ ธรรมะ เพื่อประชาชนชาวพุทธ


   สมาชิกขณะนี้   
บุคคลทั่วไป: 1
ไม่มีสมาชิกขณะนี้

สมาชิกทั้งหมด: 69
สมาชิกล่าสุด: nathrotch

   ข้อแตกต่างบางประการ ระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน

 

ข้อแตกต่างบางประการ
ระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน

          พระ พุทธศาสนามี  2 นิกายใหญ่  เรียกว่า  เถรวาทและมหายานตามลำดับ การแตกแยกของสงฆ์เริ่มขึ้นเกือบทันทีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน และการแตกแยกของพระสงฆ์เป็น 2 นิกายอย่างชัดเจนปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ 1 ศตวรรษหลังพุทธปรินิพพาน

          การแตกแยกเริ่มเกิดเมื่อพระสงฆ์ 2 ฝ่ายมีทัศนะต่างกันในเรื่องเกี่ยวกับพระวินัยบัญญัติบางประเด็น ต่อมาไม่ช้าการตีความพระธรรมต่างกันก็ติดตามมา พอถึงพุทธศตวรรษที่ 3 หลังพุทธกาล ก็เกิดมีสำนักทางความคิดแล้วถึง 18 สำนัก

          พระพุทธศาสนาแบบมหายานแท้ ๆ นั้น เริ่มเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่  6 หลังพุทธกาล เมื่อเกิดมีพระสูตรมหายานขึ้นหลายสูตร ความแตกต่างสำคัญระหว่างนิกายทั้ง 2 มีดังต่อไปนี้

          1. พระพุทธศาสนาเถรวาท ได้ชื่อเช่นนั้นเพราะยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งที่ประชุมใหญ่ของพระมหาเถระผู้มีชีวิตร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าช่วยกันรวบ รวม แจกแจงจัดหมวดหมู่ ยอมรับกันและท่องจำไว้ในการทำสังคายนาครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นหลังพุทธปรินิพพานเพียง 3 เดือน

          พระพุทธศาสนามหายาน  บางทีเรียกว่า “อาจริยวาท” หรือลัทธินิยมของพระอาจารย์รุ่นหลัง ชาวเถรวาทเชื่อว่า พระสูตรมหายานถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็เอาใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า  โดยพระนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงเด่น (อาจริยะ) ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึงที่ 5

          2. พระพุทธศาสนาเถรวาท  ได้รับการตั้งชื่อโดย  ชาวมหายานว่า “หินยาน” หมายถึง “ยานน้อย คับแคบและต่ำทราม” เพราะพระพุทธศาสนาเถรวาทเน้นความสำคัญของการหลุดพ้นจากสังสาระ (การเวียนว่ายตายเกิด)  ของบุคคลแต่ละคนก่อนสิ่งใด ชื่อว่า “หินยาน” ถูกห้ามมิให้ใช้กันในโลกของชาวพุทธ   โดยการตกลงกันในที่ประชุมครั้งแรกขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก  (พ.ส.ล.) ที่จัดขึ้นในศรีลังกาในปี พ.ศ. 2493 (1949)  พระพุทธศาสนามหายานนั้น ชาวมหายานเรียกตัวเองเช่นนั้น เพราะชาวมหายานมุ่งเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อที่จะช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์ได้ ทีละมาก ๆ 

          3.  พระพุทธศาสนาเถรวาท  บางทีก็เรียกว่า “สาวกยาน” หรือ “ยานของพระสาวก” เพราะว่าชาวเถรวาทมุ่งเป็นเพียงสาวกของพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนามหายาน  เรียกว่า “โพธิสัตวยาน” (ยานของพระโพธิสัตว์) เพราะว่าชาวมหายานมุ่งต่อการเป็นพระโพธิสัตว์ ที่จะช่วยนำสัตว์อื่น ๆ ให้บรรลุถึงพระนิพพานก่อน ส่วนตนเองจะเป็นคนสุดท้ายที่จะเข้าสู่นิพพาน

          4.พระพุทธศาสนาเถรวาท บางทีเรียกว่า ”นิกายฝ่ายใต้” (ทักษิณนิกาย) เพราะแผ่ขยายจากอินเดียไปสู่ภาคใต้ของเอเชีย และทุกวันนี้มีอยู่ในประเทศแถบใต้ของเอเชีย เช่น ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา พระพุทธศาสนามหายาน   เรียกว่า   “นิกายฝ่ายเหนือ” เพราะจะพบได้ในประเทศแถบเหนือของเอเชีย เช่น มองโกเลีย  ทิเบต  เกาหลี  ญี่ปุ่น

          5. พระพุทธศาสนาเถรวาท ยึดถือพระไตรปิฎกว่าเป็นที่มาที่แท้จริงและขั้นสุดท้ายของคำสั่งสอนอันแท้ จริงของพระพุทธเจ้า และมองว่าพระสูตรมหายานเป็นงานที่สร้างขึ้นภายหลัง  พระพุทธศาสนามหายาน ถือว่า พระสูตรมหายานต่างๆ    เช่น  ปรัชญาปารมิตาสูตร  สัทธรรมปุณฑริกสูตร    อวตังสกสูตร ฯลฯ เป็นคำสอนอันแท้จริงของพระพุทธเจ้าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้และนำสืบต่อกันมา โดยทางลัทธินิยมสายอื่น

          6. พระพุทธศาสนาเถรวาท     ใช้ภาษาบาลี         ซึ่งเป็นภาษาถิ่นภาษาหนึ่งแห่งภาษาโบราณของอินเดียโบราณ เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์และเป็นภาษาสากลของตน
พระพุทธศาสนามหายาน ใช้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจารึกพระคัมภีร์ ก่อนที่คัมภีร์ทั้งหมดจะถูกแปลเป็นภาษาจีนและภาษาถิ่นอื่นๆ

          7.พระพุทธศาสนาเถรวาท เคารพบูชาพระโคตมะพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่เคารพบูชาสูงสุด แม้ว่าพระองค์จะเสด็จสู่นิพพานมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม
พระพุทธศาสนา มหายาน เคารพบูชาพระโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งคนเชื่อว่ายังมีพระชนม์อยู่และท่องเที่ยวไปในโลกเพื่อช่วยเหลือใครๆ ก็ตามที่ต้องการช่วยเหลือและสวดมนต์ขอให้ท่านมาช่วย

          8. พระพุทธศาสนาเถรวาท เชื่อว่า พระพุทธเจ้าโคตมะได้เข้าถึงนิพพานแล้ว จึงเสด็จไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถจะกลับมาช่วยใครได้ ชาวพุทธได้แต่เคารพบูชาพระองค์ในฐานะเป็นครูและเป็นผู้ก่อตั้งในประวัติ ศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาเท่านั้น พระพุทธศาสนามหายาน เชื่อว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้าเป็นเพียงการปรากฏตัวครั้งหนึ่ง เพื่อประกอบภารกิจในการสอนคนเฉพาะคราว ของธาตุพุทธะอันเป็นอมตะ เรียกว่า  ธรรมกาย

          9. พระพุทธศาสนาเถรวาท มีทัศนะคติแบบอนุรักษ์นิยม คำสอนของพระพุทธเจ้าที่รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎกได้รับความเชื่อถือว่าเป็นความ จริงขั้นสุดท้ายแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตีความใหม่ใดๆ เพราะฉะนั้น จึงมีเอกภาพค่อนข้างสูงและหยุดนิ่ง

          พระพุทธศาสนามหายาน มีลักษณะเปิดกว้าง มีเสรีภาพในการตีความหลักคำสอนต่างๆ ท่าทีใจกว้างแบบนี้ประกอบกับการไม่มีศูนย์อำนาจกลางมาควบคุม ได้เปิดโอกาสให้มีการตีความคำสอนใหม่ และเกิดมีนิกายและอนุนิกายขึ้นมามากมาย ดังนั้น พระพุทธศาสนามหายานจึงเจริญเติบโตและแตกแยกออกไปเรื่อย ๆ

          10. พระพุทธศาสนาเถรวาท มีลักษณะเป็นปฏิบัตินิยม มีการวางหลักปฏิบัติที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ไว้เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน และแน่นอน

          พระพุทธศาสนามหายาน มีลักษณะคิดเก็งความจริง ค้นหาเหตุผลและเป็นปรัชญามากกว่า ชอบเสนอเหตุผลที่เป็นนามธรรมเพื่อสนับสนุนหรือค้านความเป็นจริงทางอภิปรัชญา ต่างๆ เช่น ธรรมชาติของพระพุทธจิตดั้งเดิมแท้จริง สุญญตา เป็นต้น

          11. พระพุทธศาสนาเถรวาท ส่งเสริมให้ดำเนินตามมรรคไปตามลำดับขั้น ตามปกติเริ่มต้นด้วย
          -การมีความเชื่อ (ศรัทธา) ในพระรัตนตรัย 
          -งดเว้นจากการกระทำชั่วที่เป็นพิษเป็นภัย(ศีล) 
          -กระทำความดีด้วยการให้ (ทาน) 
          -สร้างความรักความปรารถนาดี (เมตตา) ในสัตว์ทั้งปวง 
          -สร้างความสงสารเห็นใจ(กรุณา)
          -ความพลอยยินดีในผลสำเร็จของผู้อื่น (มุทิตา) 
          -และการวางตัวเป็นกลาง (อุเบกขา)
          -ปฏิบัติสมถภาวนา (สมาธิ) 
          -และการพัฒนาปัญญาเพื่อรู้แจ้งในความจริงแท้ของสิ่งทั้งปวง(ปญฺญา)

          พระพุทธศาสนามหายาน มิได้กำหนดทางดำเนินที่แน่นอนเพียงหนึ่งเดียวแก่ศาสนิกชนทั้งปวง แต่ละคนมีอิสระที่จะยึดถือขั้นใดขั้นหนึ่งที่ตนชอบหรือที่เหมาะกับภูมิหลัง ทางศักยภาพหรือความถนัดของตน ตัวอย่างเช่นนิกายสุขาวดี อาจจะเน้นศรัทธา ส่วนนิกายเซ็นอาจเน้นวิชชุญาณและการตรัสรู้แบบฉับพลัน

          12. พระพุทธศาสนาเถรวาท สอนให้พระคงรักษาศีล 227 ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เมื่อเกือบ 2,600 ปี มาแล้ว พระภิกษุมหายาน ได้ยกเลิกพระวินัยมากมายหลายข้อ คงรักษาไว้เฉพาะบางข้อที่ปฏิบัติได้เหมาะสมกับสภาพทางสังคมและดินฟ้าอากาศ ของตนเท่านั้น

          13. พระพุทธศาสนาเถรวาท ไม่บังคับให้พระฉันอาหารมังสวิรัติ พระส่วนมากจึงยังฉันเนื้อสัตว์ ถ้าเนื้อนั้นประกอบด้วยองค์ 3 ประการ คือ

                    1.พระไม่ได้เห็นเขาฆ่า
                    2. พระไม่ได้ยินเสียงเขาฆ่า
                    3. พระไม่รังเกียจว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นเพื่อตนโดยเฉพาะ

          พระฝ่ายมหายาน เป็นนักมังสวิรัติที่เคร่งครัด นอกจากพระวินัยสงฆ์ทั่วๆ ไปแล้ว พระมหายานยังต้องรักษาศีลของพระโพธิสัตว์อีกจำนวนหนึ่งด้วย รวมทั้งข้อที่ให้เจริญมหากรุณาด้วย คือไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม...1. มหายาน 

            การ เกิดของนิกายนี้ค่อยเป็นค่อยไปและปรากฏเป็นนิกายชัดเจนในพุทธศตวรรษที่ 5 จากพระสงฆ์พวกมหาสังฆิกะ ซึ่งสืบเนื่องมาจากพวกวัชชีบุตรคราวทำสังคายนาครั้งที่ 2 นิกายนี้เกิดขึ้น โดยมีความมุ่งหมายดังนี้คือ 

                1). เพื่อความคงอยู่ของพระพุทธศาสนาในอินเดียด้วยสู้กับลัทธิพราหมณ์ 
                2). เพื่อปรับปรุงวิธีเผยแผ่เสียใหม่แข่งกับลัทธิพราหมณ์ 
                3). เพื่อทำตนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ ในการเผยแผ่

            2. ความแตกต่างระหว่างเถรวาทกับมหายาน

                 เถรวาท ถือเรื่องอริยสัจเป็นสำคัญ 
                 มหายาน ถือเรื่องบารมีเป็นสำคัญ 
                 เถรวาท ถือคุณภาพของศาสนิกชนเป็นสำคัญ 
                 มหายาน ถือปริมาณเป็นสำคัญก่อนแล้วจึงค่อยปรับปรุงคุณภาพภายหลัง 

            ดัง นั้น จึงต้องลดหย่อนการปฏิบัติพระวินัยบางข้อลงเข้าหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและเพิ่ม พิธีกรรมสังคีตกรรมเพื่อจูงใจคน ได้อธิบายพุทธมติอย่างกว้างขวางเกินประมาณเพื่อการเผยแผ่ จนทำให้พระพุทธพจน์ซึ่งเป็นสัจจนิยมกลายเป็นปรัชญา และตรรกวิทยาไป

            3. พระพุทธเจ้า 

            เถรวาท มีพระะพุทธเจ้าองค์เดียว คือ พระสมณโคดม หรือพระศากยมุนี มหายาน มีหลายองค์ องค์เดิมคือ อาทิพุทธะ (กายสีน้ำเงิน) เมื่อท่านบำเพ็ญฌานก็เกิดมีพระฌานิพุทธะอีกมาก เป็นต้นว่า พระไวโรจนพุทธะ อักโขภัยพุทธะ รัตนสมภพพุทธะ ไภสัชชคุรุ โอฆสิทธิ และอมิตาภา เฉพาะองค์นี้ที่มาในร่างที่เป็นคน(มานุษีพุทธะ) คือพระศากยมุนี

            4. ความมุ่งหมาย 

            เถรวาท มีความพ้นจากกิเลสชาติ ภพ เป็นอัตตัตถจริยา แล้วบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นเป็นโลกัตถจริยา เป็นความมุ่งหมายสำคัญมหายาน มีความเป็นพระโพธิสัตว์ หรือพุทธภููมิเพื่อบำเพ็ญโลกัตถจริยาได้เต็มที่เป็นความมุ่งหมาย และมีพระโพธิสัตว์หลายองค์ เช่น พระอวโลกิเตศวร มัญชุสี วัชรปาณี กษิติครรภ สมันตภัทร อริยเมตไตรย เป็นต้น (พอเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ลดความสำคัญลง)

            5. บารมี 

           เถรวาท มี 10 คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา อันให้ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า

           มหายาน มี 6 คือ ทาน ศีล วิริยะ ขันติ ฌาน ปัญญา อันให้ถึงความสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์

            6. คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์

                 (1) มหาปัญญา พิจารณาสุญญตา คือเข้าถึงสุญญตาทั้งบุคคลทั้งธรรม จนละความเข้าใจว่า พระนิพพาน เป็นต้นมีอยู่ นี้เป็นภูมิของพระโพธิสัตว์ชั้นสูง
                 (2) มหากรุณา ตั้งโพธิจิต มุ่งพุทธภูมิไม่มุ่งอรหันตภูมิ อันคับแคบเห็นแก่ตัว ช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้น้อย สู้การเป็รนพระโพธิสัตว์ไม่ได้
                 (3) มหาอุบาย สำหรับชักจูงคนให้นับถือด้วยต้องเพิ่มสิ่งต่างๆเข้ามา เช่นพิธีกรรมซึ่งทางเถรวาทไม่มี

            7. อุดมคติของพระโพธิสัตว์

                  (1) เราจะสละกิเลสให้หมด
                  (2) เราจะศึกษาสัจธรรมให้จบ
                  (3) เราจะช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์ให้หมดสิ้น
                  (4) เราจะบรรลุพุทธภูมิอันประเสริฐสุด

            ของ ฝ่ายเถรวาทช่วยตัวเองให้ได้ก่อน จัดเป็นอัตตัตถจริยา แล้วจึงช่วยผู้อื่น จัดเป็นโลกัตถจริยา (เพราะถ้ายังช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วจะช่วยผู้อื่นได้อย่างไร)

            8. คัมภีร์ 

            เถรวาท ถือพระไตรปิฏกเถรวาทคือพระธรรมวินัย ยุติตามปฐมสังคายนา ไม่มีพระธรรมวินัยเพิ่มเติม มหายาน พระธรรมวินัยเก่าก็มี และมีพระสูตรใหม่เพิ่มเติม เช่นสุขาวดีวูยหสูตร ลังกาวตารสูตร สัทธรรมปุณฑริกสูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นต้น

            9. ลักษณะ 

           เถรวาท รักษาธรรมวินัยเดิมเอาไว้ 
           มหายาน ปรับปรุงพระธรรมวินัยให้เข้ากับภาวะแวดล้อม

            10. นิกาย 

            เถรวาท มีทักษิณนิกาย หินยาน
            มหายาน มีอาจริยวาท อุตตรนิกาย และแบ่งเป็นนิกายอื่นๆ อีกมากที่สำคัญๆเช่น ตันตระ (เช่นมันตรยานเกี่ยวกับเวทมนตร์)

            โย คาจาร ถือวิญญาณบริสุทธิ์เป็นความแท้จริง และมัธยามิก (สุญญาวาท) ถือความไร้สมมติ (เช่นบุญ-ความดี-ชั่ว นิพพาน เป็นต้นไม่มี เพราะเป็นสมมติ) เป็นความแท้จริงและอมตจิตวาท ถือว่าจิตดวงเดิมเป็นอมตะ เป็นต้น

            11. พระอรหันต์ 

            เถรวาท พระอรหันต์เมื่อปรินิพพานแล้วก็ไม่เกิดอีก
          มหายาน พระอรหันต์เมื่อปรินิพพานแล้วย่อมกลับมาเกิดใหม่ สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าอีก

            12. กาย

            เถรวาท ยอมรับแต่ธรรมกายและนิรมานกายบางส่วน นอกนั้นไม่ยอมรับมหายาน ถือว่าพระพุทธเจ้ามีกาย 3 คือธรรมกายได้แก่ธรรม สัมโภคกายหรือกายจำลองหรือกายอวตารของ พระพุทธเจ้า แบบนารายณ์อวตารคือที่พระพุทธเจ้าเป็นพระกัสสปสัมพุทธะบ้าง เป็นพระศากยมุนีบ้าง เป็นพระกกุสันธะบ้างเป็นต้นนั้น ล้วนเป็นสัมโภคกายของพระพุทธเจ้าองค์เดิม (อาทิพุทธะ) ทั้งนั้น และนิรมานกาย คือกายที่ต้องอยู่ในสภาพของธรรมดา คือต้องแก่ เจ็บและปรินิพพาน ซึ่งเป็นกายที่พระพุทธเจ้าสร้างขึ้นเพื่อสอนคนให้เห็นความจริงของชีวิต แต่สำหรับพระพุทธองค์ ที่แท้นั้นไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น แบบเดียวกับ ปรมาตมัน ของพราหมณ์ 
          สรุป แม้ว่าทั้ง 2 นิกายจะต่างกันบ้าง แต่จุดหมายปลายทางก็รวมกันที่วิมุติเหมือนกัน เช่นกับแม่น้ำหลายสาย บางสายก็ใส บางสายก็ขุ่น แต่ก็รวมลงในทะเลเป็นอันเดียวกัน.....

 



   วิทยุคลื่นมหายาน ออนไลน์   
       


 
 วิทยุออนไลน์ ดาวโหลดมาติดตั้งที่มือถือ
  ฟังได้ทุกระบบ Android and IOS  
พิมพ์คำว่า
สมาพันธ์สื่อวิทยุพระพุทธศาสนาอาเซี่ยน
     
    ร่วมบุญกับวัดธรรมปัญญาราม
       

   เว็บเพื่อนบ้าน   
คลื่นมหายาน 2
facebookเสียงธรรมส่องโลก
เพจ ป.จ.ทิพสูงเนิน

   แบบสำรวจ   
รายการเสียงธรรมจากมหายาน ท่านชอบอะไรมากที่สุด
เสียงบรรยายจากพระอาจารย์เสี่ยงป้อ องค์เดียว
เสียงสนทนาเย็นๆกับองค์ค้างคาว
เปิดสายคุยกับผู้ฟังหน้าไมค์
เสียงบทสวดมนต์
เสียงเพลงธรรมะ

 
 
 

เว็บไซต์มหายาน ได้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่ พระพุทธศาสนามหายาน-เถรวาท และศิลปะวัฒนธรรม-ประเพณี 

เป็นแหล่งข่าวสารงานบุญ และกิจกรรมต่างๆเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม

Address is  108/8 moo 8 B.bangmuang T.bangchang A.sampran ,Nakhon pathom 73110, Thailand.

ที่อยู่ 108 หมู่ 8 บ้านบางม่วง  ตำบลบางช้าง  อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73110

ติดต่อทีมงาน โทร: 081-137-8680, 086-769-8615, 087-234-2407  
E-mail: Mahayanthailand@Gmail.com


iWebPack 19198633 ผู้เข้าเยี่ยมชม
Designed by: Elegant Web Templates