เว็บไซต์ พระพุทธศาสนามหายานแห่งประเทศไทย
Search Register

   เข้าระบบ   
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน ?.

   ข้อความสั้น   
ชื่อ:

ข้อความ:
รหัสลับ: facc7
กรอกรหัส:*
ช่วยเหลือ

admin
27. พฤษภาคม 2016 07:54:16
เว็บมหายาน.โออาจี ข่าวสาร สาระ ธรรมะ เพื่อประชาชนชาวพุทธ


   สมาชิกขณะนี้   
บุคคลทั่วไป: 2
ไม่มีสมาชิกขณะนี้

สมาชิกทั้งหมด: 69
สมาชิกล่าสุด: nathrotch

   อภิปรัชญาตามทัศนะของมหายานในอินเดียในยุคแรก
อภิปรัชญาตามทัศนะของมหายานในอินเดียในยุคแรก

นิกายศูนยวาทหรือมาธยมิก

มา ธยมิก แปลว่าทางสายกลาง นิกายนี้ตั้งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 7 ท่านคุรุนาคารชุนเป็นผู้ก่อตั้ง ได้อรรถาธิบายพุทธมติ ด้วยระบบวิภาษวิธี ซึ่งก่อความตื่นเต้นในวงนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา ท่านได้กำจัดปรวาทีพ่ายแพ้ไปทุกแห่งหน พุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานจึงยกย่องท่านว่าเป็นพุทธะองค์ใหม่ ในปัจฉิมวัยท่านดับขันธ์ลง ณ มหาวิหารแห่งหนึ่งที่เมืองอมราวดีในแคว้นอันธระ ทักษิณาบถ ปัจจุบันนี้อินเดียทางใต้ยังมีโบราณสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งมีซากพระสถูปเจดีย์ชื่อว่า "นาคารชุนโกณฑะ" งานสำคัญของคุรุนาคารชุนคือ การย่อยทรรศนะในมหาปรัชญาปารมิตาสูตร แล้วจัดระบบวิภาษวิธีเพื่อให้เข้าถึงความจริงในปรัชญานั้น คัมภีร์ที่มีชื่อเสียงของท่านคือ อรรถกถาแห่งพระสูตรดังกล่าวและคัมภีร์มาธยมิกการิกะ คัมภีร์นี้เป็นเพชรน้ำเอกในทัศนะเกี่ยวกับพุทธมติ อย่างที่โลกพุทธศาสนาไม่เคยมีมาก่อนเลย นักปราชญ์ในโลกตะวันตกยุคหลังที่ได้อ่านคัมภีร์นี้ ต่างก็ยอมรับว่า คุรุนาคารชุนเป็นนักตรรกวิทยาที่ยิ่งใหญ่ของโลก ไม่มีปรัชญ์ใดในทางนี้ของตะวันตกที่จะเทียบเคียงได้

มหาปรัชญาปารมิ ตาสูตร มีสาระสำคัญซึ่งเป็นบ่อเกิดของนิกายศูนยวาทนั้นสาระสำคัญเรียกว่า "ปรัชญาปารมิตาหฤทัย" ซึ่งเป็นพระสูตรสั้นๆที่แก่นแท้แห่งศูนยตาภาวะ ซึ่งชาวพุทธมหายานทั้งมวลต้องรู้ต้องสวดภาวนาเป็นประจำ

ในคัมภีร์มา ธยมิกวฤติ ท่านคุรุนาคารชุนได้เขียนไว้ 27 บรรพ ท่านได้เริ่มปณามคาถาในต้นปกรณ์ว่า “ไม่มีความเกิดขึ้น ไม่มีความดับ ไม่มีความขาดสูญ ไม่มีความเที่ยงแท้ ไม่มีอรรถแต่อย่าง เดียว ไม่มีอรรถนานาประการ ไม่มีการมา ไม่มีการไป ท่านใดกล่าวไว้ เป็นปฏิจจสมุปบาทธรรม ท่านผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า ข้าขอนอบน้อม แด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ดับเสียได้ซึ่ง ปปัญจธรรมเป็นเลิศยิ่งกว่าวาทะทั้งหลาย”

ใจความในปณามคาถานี้ แบ่งออกเป็น 8 คำ 4 คู่

ใน ทรรศนะของนิกายศูนยวาทเห็นว่า โลกนี้ที่ปรากฏแก่เรา มิได้เป็นทั้งสัต หรืออสัต เพราะฉะนั้นจึงปฏิเสธด้วยคำ 8 คำ 4 คู่ ข้างต้นโดยเฉพาะคำแรกคือคำว่า "ไม่มีความเกิดขึ้น" ท่านให้เหตุผลไว้ว่า ธรรมดาย่อมถือว่าความเกิดมาจากกรณี 4 อย่างคือ

1 เกิดขึ้นเอง
2 สิ่งอื่นทำให้เกิด
3 ทั้งเกิดขึ้นเอง ทั้งสิ่งอื่นทำให้เกิด รวมกันทำให้เกิดขึ้น
4 เกิดอย่างไร้เหตุคือเกิดลอยๆ

ท่าน นาคารชุนปฏิเสธหมดทั้ง 4 ข้อ คือท่านค้านว่า หากท่านปรวาทีกล่าวว่า "โลกนี้เป็นสัตไซร้ ธรรมดาสิ่งที่มีอยู่เอง ไม่จำเป็นต้องมีการเกิดขึ้น คำว่าเกิดขึ้น ต้องใช้กับสิ่งซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ภายหลังมีขึ้นเรียกว่าเกิดขึ้น ก็เมื่อท่านปรวาทีถืออยู่แล้วว่าโลกเป็น คือมีอยู่เอง แล้วยังกล่าวว่าสิ่งที่มีอยู่เกิดขึ้น จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล นั่นก็คือหมายความว่า สภาวะธรรมจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ตัวเองจะให้ตัวเองเกิดไม่ได้

ท่านปรวาทีแก้ตัวว่า โลกเกิดจากสิ่งอื่นทำให้เกิด ที่จริงสิ่งอื่นนั้นก็คือตัวเองนั่นเอง เพราะการเปรียบเทียบจึงมีเรากับเขาขึ้น บุรุษหนึ่ง เมื่อพบบุรุษหนึ่งอีกคน จึงเกิดคำว่าฉันและท่านขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวเองและผู้อื่นช่วยกันทำให้เกิดขึ้น ฝ่ายศูนยวาทค้านว่า เปรียบเหมือนคนตาบอดคนเดียวมองไม่เห็น แม้จะเพิ่มคนตาบอดอีกคนมาอยู่รวมกัน ก็ไม่เกิดการเห็นใดๆขึ้น

ท่านปรวาทีกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นก็เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล ฝ่ายศูนยวาทท้วงว่า ไม่ได้ ไฟย่อมเกิดจากพื้น แม่น้ำย่อมเกิดแต่ฝน ทุกสิ่งย่อมมีเหตุ เมือเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจึงยืนยันได้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอะไรอุบัติขี้นเลย ที่เราประสบอยู่คือโลกที่ปรากฏแก่เรา เปรียบเหมือนปีศาจเปรียบเหมือนพยับแดด เปรียบเหมือนความฝัน เปรียบเหมือนมายากล โลกจึงไม่เป็นสัต และทั้งไม่เป็นอสัตด้วย เพราะมีสัตจึงมีอสัตเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ก็เมื่อสัตเราปฏิเสธเสียแล้วอสัตจึงพลอยถูกปฏิเสธไปด้วย เมื่อนิกายศูนยวาทถือว่า โลกไม่เป็นทั้งสัตหรืออสัตเช่นนี้ หากมีกระทู้ถามว่า ถ้าอย่างนั้นโลกเป็นอะไร ท่านคุรุนาคารชุนตอบว่า เป็นปฏิจจสมุปบาทธรรม คือธรรมอันอาศัยเหตุพร้อมทั้งผลเกิดขึ้น เมื่อเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรมจึงชื่อว่าเป็น "ศูนยตา" คำว่า "ศูนยตา" ในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงความไม่มีอะไรสิ้นเชิง ผิดกับคำว่าอุจเฉทะ หรือ นัตถิกะ ซึ่งเป็นคำปฏิเสธเด็ดขาด

ศูนยตา หมายถึง ความไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะ เท่านั้น คือไม่มีสิ่งใดในโลก ที่เป็นอยู่ด้วยตัวมันเอง โดยไม่ความสัมพันธ์กันสิ่งอื่น ทุกสิ่งสัมพันธ์กันหมด เพราะเหตุนั้นปฏิจจสมุปบาทธรรมคืออันใด ศูนยตาก็อันนั้น ศูนยตาอันใดมัชฌิมาปฏิปทาก็อันนั้น

ท่านคุรุนาคา รชุน ได้ยกพุทธภาษิตในสังยุตตนิกายมาอ้างว่า "ดูก่อนกัจจนะ เมื่อพิจารณาโลก โดยสายดับแล้วความยึดถือในอัตถิตาก็หมดไป เมื่อพิจารณาโลกในสายเกิดแล้ว ความยึดถือในนัตถิตาก็หมดไป ตถาคตก็ย่อมแสดงธรรมเป็นท่ามกลางไม่ติดในส่วนสุดทั้งสองข้างนั้น" ยากที่ปฏิเสธโลกว่า ไม่เป็นทั้งสัตและอสัตนั้น ดังตัวอย่างในความรู้สึกของสามัญชนว่า สภาวะของความยาวมีอยู่จริง สภาวะของความสั้นก็มีจริง แต่ข้อเท็จจริงคือที่รู้ว่ายาวเพราะความรู้ว่าสั้นมาเปรียบเทียบ เช่นเดียวกันที่เรารู้ว่าสั้น ก็เพราะอาศัยความยาวเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เมื่อเป็นเช่นนี้ยาวกันสั้นมีได้ก็เพราะความสัมพันธ์กัน หากไม่มีความสัมพันธ์กัน ยาวสั้นก็หามีไม่ นั่นคือสวลักษณ์ของความยาวนั้นไม่มี ของความสั้นก็ไม่มี เมื่อสวลักษณ์ไม่มีเช่นนี้ จึงเรียกว่า"ศูนยตา"

เมื่อสรรพธรรมไม่มี สวลักษณะเช่นนี้ สรรพธรรมจึงเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรมโลกกับนิพพาน เมื่อว่าโดยปรมัตถโวหาร ก็เป็นมายาธรรม ทั้งนี้เพราะเหตุว่าเมื่อโลกไม่มีสวลักษณะ เปรียบเหมือนพยับแดด เหมือนฟองน้ำ ความดับไปแห่งโลก กล่าวคือพระนิพพานจะมีสวลักษณะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อโลกเป็นมายา ความดับไปแห่งความเป็นมายานั้นจึงพลอยเป็นมายาด้วย เพราะเนื้อแท้ไม่มีอะไรดับ โลกกับพระนิพพานจึงไม่ใช่หนึ่ง ไม่ใช่สอง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง เมื่อพิจารณาโดสมุทัยวารแล้ว คืออวิชชาเกิดสังขารเกิดเป็นลำดับ สมุทัยก็เกิดขึ้นในปฏิจจสมุปบาทอันเดียวกันนั้น ครั้นพิจารณาตามนิโรธวารแล้ว กล่าวคืออวิชชาดับสังขารดับตามลำดับไซร้ โลกนิโรธกล่าวคือพระนิพพานย่อมอยู่ ณ ที่นั้นเอง ผู้ใดเห็นว่าโลกกับนิพพานเป็นหนึ่ง ผู้นั้นเป็นฝ่ายข้างสัสสตทิฎฐิ ผู้ใดเห็นว่าโลกกับนิพพานเป็นสอง ผู้นั้นเป็นฝ่ายนัตถิกทิฎฐิ โดยแท้จริงพระนิพพานนั้น ไม่เป็นทั้งภาวะและอภาวะ ผู้ใดเห็นพระนิพพานเป็นภาวะ ผู้นั้นเป็นผู้ถือเอาส่วนสุดฝ่ายอัตถิตา ผู้ใดเห็นพระนิพพานเป็นอภาวะ ผู้นั้นถือเอาส่วนสุดฝ่ายนัตถิตา โดยความจริงแล้ว นิพพานพ้นจากความมีและความไม่มี นี้เป็นวาทะของคุรุนาคารชุน

เมื่อฝ่ายศูนยวาท แสดงทัศนะมาถึงตอนนี้ ฝ่ายปรวาทีได้ตั้งข้อโต้แย้งขึ้นว่าการที่ฝ่ายศูนยวาท ปฏิเสธลักษณะในธรรมทั้งปวงนั้น ฝ่ายศูนยวาทยังจะมีหลักฐานพุทธพจน์ยืนยันหรือไม่ ท่านคุรุนาคารชุนจึงยกพุทธภาษิตในสังยุตตนิกายขึ้นอ้างว่า "รูปเปรียบเหมือนฟองน้ำ เวทนาเปรียบเสมือนต่อมน้ำ สัญญาเปรียบเสมือนพยับแดด สังขารเปรียบเสมือนต้นกล้วย วิญญาณเปรียบเสมือนนักเล่นกล อันพระผู้เผ่าพงศ์อาทิตย์แสดงแล้ว" พุทธภาษิตแสดงให้เห็นว่า เบญจขันธ์เป็นมายาธรรม เมื่อเบญจขันธ์เป็นมายาธรรมแล้วก็มีแต่มายามีทุกข์ นั่นก็คือแสดงให้เห็นว่า สรรพธรรมไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะไม่มีใครมีกิเลสหรือพ้นกิเลส พระนิพพานอันเป็นความดับแห่งเบญจขันธ์จักมีสวภาวะเอกเทศอยู่อย่างไร แท้จริงไม่มีอะไรเกิดหรือดับเลย ถ้าสังขตธรรม มีอยู่อสังขตธรรมจึงมีได้ เพราะความปฏิเสธสังขตคืออสังขตะก็เมื่ออสังขตะไม่เป็นของจริง.อสังขตะจะมี อยู่อย่างไร เหมือนกับพูดว่า การไปการมาการเกิดการดับย่อมต้องอาศัยคนเป็นปทัฎฐานคือ คนไป คนมา คนเกิด คนดับ ก็เมื่อตัวคนไม่มีแล้ว อาการเหล่านั้นจะอยู่ได้อย่างไร

ฝ่าย ปรวาทีแย้งว่า ถ้าเช่นนั้นทิฎฐิของท่านก็เป็นอุจเฉทะ พระพุทธองค์จะสอนให้บุคคลเจริญมรรคผลไปทำไม ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่าเช่นนี้ วาทะของท่านนั้นเป็นนัสติกะ ทำลายกุศลธรรมทั้งปวง

ท่านคุรุนาคารชุนโต้กลับไปว่า วาทะของเรา แบ่งเป็น 2 นัย คือโดยโลกียะนัย เรากล่าวว่า ธรรมทั้งปวงมีอยู่อย่างมายา เช่นเดียวกับความฝัน เราไม่ได้ปฏิเสธเหตุการณ์ในความว่า เป็นของไม่มีอยู่ เรากล่าวว่าความฝันมีอยู่แต่มีอย่างไม่จริง เรารับสมมติบัญญติตามโลกโวหาร ไม่ได้ปฏิเสธกรรมกิริยา เหมือนกับเราไม่ได้ปฏิเสธความฝันว่าไม่มี แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถนัย สิ่งทั้งปวงเป็นศูนยตาเหมือนเรากล่าวว่าความฝันไม่ใช่ความจริงเราจึงไม่ใช่ พวกนัสติกะ ตรงกันข้ามกับพวกท่านนั่นแหละ กลับจะเป็นฝ่านปฏิเสธบุญกรรมกิริยาเสียเอง เพราะพวกท่านยึดถือว่า สิ่งทั้งปวงมีสวลักษณะ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนทำบาปก็ต้องทำบาปวันยังค่ำไม่มีทางกลับตัวเป็นคนดีได้เพราะคนทำบาปมี สวลักษณะ การทำก็มีสวลักษณะ บาปก็มีสวลักษณะ สิ่งใดเป็นสวลักษณะ สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นอยู่ด้วยตัวมันเองไม่อาศัยสิ่งอื่น เพราะฉะนั้น ฝ่ายท่านจึงปฏิเสธบุญกรรมกิริยา ฝ่ายเราถือว่าสวลักษณะไม่มี เป็นศูนยตา คนชั่วจึงกลายเป็นคนดีได้ ปุถุชนจึงเป็นอรหันต์ได้ เด็กจึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ถ้าถืออย่างมติท่าน เด็กต้องเป็นเด็กตลอดไป ถ้าเด็กเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ ย่อมแสดงว่าเด็กคนนั้นไม่มีสวลักษณะเป็นศูนยตา เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า เพราะมีศูนยตานี่เอง อุบัติกาลของโลกจึงได้เป็นไปตามระเบียบ

ฝ่ายมาธยมิกะ ได้เปรียบเทียบทัศนะในเรื่องความเห็นว่างเปล่า ในระหว่างตนกับพวกนัตถิกะว่า เหมือนบุคคลสองคน นาย ก. เห็นโจรคนหนึ่งประกอบโจรกรรมเฉพาะหน้า นาย ข.ไม่ได้เห็นโจรคนนั้นประกอบโจรกรรมเลย แต่พูดไปตามนาย ก.ความเข้าใจและคุณค่าในเรื่องความรู้ระหว่างนาย ก. กับนาย ข.นี้แตกต่างกันฉันใด ฝ่ายเรา คือ ท่านคุรุนาคารชุน เห็นสรรพสิ่งเป็นของสูญด้วยยถาภูตญาณทัศนะ ฝ่ายท่าน คือฝ่ายนัตถิกทิฎฐิ เห็นทุกสิ่งเป็นของไม่มี เป็นความเห็นที่เกิดจากตรรกะ มิได้เกิดจากยถาภูตญาณทัศนะมีอุปมัยดุจเดียวกับบุคคลสองคนฉะนั้น

ท่าน คุรุนาคารชุนย้ำว่า บุคคลใดที่จะมีทัศนะในเรื่องศูนยตา บุคคลนั้นจะต้องมีศีล สมาธิเป็นปทัฏฐาน ถ้าปราศจากศีล และสมาธิแล้ว ทัศนะของผู้นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ

คัมภีร์ปัญจวิงสติกล่าวไว้ถึง ลักษณะศูนยตา 18 ประเภท

ศูนย ตาคือ สภาพรับรู้ ความมีก็ไม่ใช่ ความไม่มีก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ความมีก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ความไม่มีก็ไม่ใช่ สี่สภาวะสุดขั้วมิใช่ ศูนยตา สภาพการรับรู้ตรงกลางนั้นคือ ศูนย์ตา หรือจะกล่าวว่า ในโลกแห่งสมมุตินี้ การรับรู้สภาพที่สรรพสิ่งเป็นมายา เป็นความว่าง นี่คือ ศูนยตา ในโลกปรมัตถ์ของพุทธะ สรรพสิ่งอิงอาศัยกันมี ดังเช่น อริยะสัจจ์, ทางสายกลาง ,ปรตีตยสมุทปาท ทั้งมวลนี้คือ ศูนยตา

นิกายวิชญานวาท หรือนิกายโยคาจารย์

นิกาย นี้มีแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับฝ่ายศูนยวาท และเป็นคู่ปรับที่สำคัญ มีกำเนิดในศตวรรษที่ 8 ในสมัยราชวงศ์คุปตะ ปฐมาจารย์ของนิกายนี้ คือท่านไมตรีนาถ ตั้งสำนักอยู่ในเมืองอโยธยาในแคว้นโกศล ท่านผู้นี้ได้เขียนปกรณ์ คือ อภิสมยลังการ สานุศิษย์ของท่านชื่อ พระอสังคะและน้องชายพระวสุพันธุ ทั้งทั้งสองเดิมบวชในนิกายสรวาสติวาท ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นมหายาน และได้ช่วยท่านไม่ตรีนาถตั้งลัทธิโยคาจารย์นี้ขึ้น นิกายนี้บางครั้งก็เรียกชื่อว่า "อัสติวาทิน" บางครั้งก็เรียก"วิชญานวาท"เพราะเหตุที่เป็นนิกาย "มโนภาพนิยม"

หลัก ปรัชญาของนิกายนี้ ได้อาศัยพระสูตรสำคัญพระสูตรหนึ่ง คือ สนธินิรโมจนสูตร ซึ่งมีหลักถือว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นภาพสะท้อนออกไปจากดวงใจเรียกว่า "อาลยวิญญาณ" อาลยวิญญาณเป็นธาตุรู้ มีหน้าที่สามประการ คือ
1 หน้าที่รู้เก็บ คือสามารถเก็บเอาพลังต่างๆของกรรม โดยไม่ขาดตกบกพร่อง สิ่งที่เก็บไว้ในอาลยวิญาณ เรียกว่า "พีชะ" อันประกอบด้วยกุศลพีชะ อกุศลพีชะ อัพยากตพีชะ เพราะฉะนั้น บางครั้งก็เรียกอาลยวิญญาณว่า "สรวพีชวิญญาณ" ท่านเปรียบเหมือนยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกไว้ฉะนั้น
2 หน้าที่รู้ก่อ คือก่อสร้างอารมณ์ต่างๆ ออกมา อารมณ์คือ โลภ เป็นปรากฏการณ์ของพีชะในอาลัยวิญญาณนั้น ผลิดอกออกผล รวมทั้งวัตถุด้วยเช่น ภูเขา แม่น้ำ ล้วนเป็นพีชะในอาลัยวิญญาณก่อขึ้นมา
3 หน้าที่รู้ปรุง คือปรุงแต่งอารมณ์ให้วิจิตรให้พิสดารต่างๆ เป็นไปตามคลองแห่งตัณหา ทำให้ประกอบกรรม เกิดวิบาก ส่งผลเป็นพีชะเข้าไปเก็บไว้ในอาลัยวิญญาณอีก แล้วงอกเงยเป็นอารมณ์ออกมาอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะหมดภพหมดชาติ

บรรดา พีชะในอาลยวิญญาณต่างแยกกันอยู่เป็นส่วนๆกุศลก็อยู่ฝ่ายกุศล แต่สถานที่เก็บเป็นแห่งเดียวกัน มหาภูติรูปก็มีพีชะเหมือนกัน พีชะเหล่านี้เมื่อก่อปฏิกิริยาออกมาก็คืออารมณ์ต่างๆ ทั้งฝ่ายนามธรรมและรูปธรรม

เพราะฉะนั้น นิกายนี้จึงสอนว่า โลกวัตถุเป็นเพียงมโนภาพ เพราะเป็นสิ่งปรุงออกไปจากพีชะในจิต ถ้าไม่มีอาลยวิญญาณเสียแล้ว สิ่งทั้งปวงก็ไม่มี อารมณ์กับจิตเรียกว่าทัศนภาพ ได้พฤติกรรมของอาลยวิญญาณที่ออกมาทำหน้าที่เสพอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 กลายเป็นวิญญาณ 6 ส่วนลักษณะภาคก็คืออารมณ์ต่างๆ แปลว่า อาลยวิญญาณทำหน้าที่ 2 อย่าง คือส่งภาคออกมาเป็นอารมณ์ ในขณะเดียวก้นทำหน้าที่เสพอารมณ์นั้นด้วย

มีปัญหาตั้งขึ้นว่า "พีชะ ในอาลยวิญญาณ มีมาแต่ครั้งใด" ตอบว่า "พีชะบางเหล่าเป็นอมตัคคะธรรม พีชะบางเหล่าสะใมขึ้นในประวัติกาล" มีปัญหาว่า "ถ้าโลกวัตถุเป็นมโนภาพไซร้ ทำไมเราจึงไม่สามารถสร้างภูเขาหิมาลัยขึ้นอีกลูกหนึ่ง" ตอบว่า "สิ่งบางอย่างในโลกเกิดจากสหธรรมของมนุษย์และดิรัจฉานร่วมกัน เช่นภูเขาหิมาลัยเป็นสหกรรม จะต้องอยู่ที่อินเดียแห่งเดียว อยู่ในเมืองไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้น แม้คนไทยทั้งประเทศจะสร้างภูเขาหิมาลัยขึ้น ก็เพียงได้นึกคิดเอา โลกนี้เป็นสหกรรม เมื่อสร้างขึ้นแล้วจากพีชะทั้งหลาย ในอาลยวิญญาณของมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานทั้งโลก ฐานที่ตั้งของภูเขาและแม่น้ำเป็นต้น ย่อมมีกำเนิดแหล่งที่ชัดเจน จะมาสับเปลี่ยนในภายหลัง ตามใจชอบของคนบางกลุ่มบางคนไม่ได้

ทัศนะเดียวกับสภาวะธรรมของนิกายนี้ ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทเรียกว่า "ไตรสภาวะ" มีดั้งนี้คือ

1 ปริกัลปิตลักษณะ คือลักษณะไม่มีอยู่จริง แต่เข้าใจผิดว่ามี เช่นคนเดินทางในที่มืด เหยียบเชือกสำคัญว่างู ความสำคัญผิดว่างูนี้ เปรียบเหมือนความเข้าใจผิดว่า มีนามธรรม รูปธรรม ภายนอกวิสัยของอาลยวิญญาณ
2 ปรตันตรลักษณะ ได้แก่พีชะต่างๆ ในอาลยวิญญาณ จะเป็นของไม่มีอยู่จริงไม่ได้ เปรียบเหมือนเส้นเชือกถ้าไม่มีอยู่แล้ว ความเข้าใจผิดว่างู ก็ไม่เกิดขึ้น
3 ปริณิษปันนลักษณะ ได้แก่นิพพานและรรมธาตุต่างๆ ในส่วนพฤติกรรมท่านเปรียบเหมือน บุคคลที่หายเข้าใจผิด รุ้ว่าเชือกไม่ใช่งูใจไม่สะดุ้งต่อภัยอีก เช่นเดียวกับผู้ทีรุ้จริงว่า สรรพสิ่งเป็นเพียงภาพสะท้อนของจิต เมื่อจิตดับแล้วสิ่งทั้งปวงก็ดับจึงสามารถเพิกถอนอุปทานได้

เมื่อ นิกายนี้ถือว่า ทุกสิ่งต้องมีพีชะเป็นบ่อเกิด เพราะฉะนั้น จึงได้เกิดกำหนดประเภทแห่งบุคคลในโลกออกเป็น 5 พวก เรียกว่า "ปัญจโคตร"คือ

1 พุทธพีชะบุคคล ผู้จะสร้างบารมีสำเร็จเป็นพุทธะได้
2 ปัจเจกโพธิพีชะบุคคล ผู้ที่มีพีชะเป็นปัจเจกพุทธเจ้าได้
3 สาวกพีชะบุคคล ผู้มีวิสัยเป็นพระอรหันต์ได้
4 อนิยตพีชะบุคคล ผู้ยังเป็นกลางๆสุดแล้วแต่การอบรม
5 อิจฉันติกพีชะบุคคล ผู้ที่โปรดไม่ได้

ทั้ง 5 พวกเป็นธรรมนิกายกำหนดตายตัว

นิกาย ศูนยวาท กับ นิกายวิชญานวาท เป็นคู่ปรับกันมาทุกยุคทุกสมัย ข้อขัดแย้งที่สำคัญก็คือเรื่อง "สวลักษณะ" ทั้งนี้เพราะทัศนะในเรื่องสวลักษณะสองนิกายนี้เห็นแตกต่างกัน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างกันดังนี้

ศูนยวาทว่า โดยสมมติสัจจ์ สิ่งทั้งปวงเป็นมายา โดยปรมัตถ์สัจจ์สิ่งทั้งปวงเป็นศูนยตา

โย คาจารว่า สมมติสัจจ์ สิ่งทั้งปวงเป็นมายาหมดไม่ได้ เพราะแม้ภาพข้างนอกจะไม่ใช่ของจริง แต่พีชะอันเป็นบ่อเกิดของภาพเหล่านั้น มีสวลักษณะอยู่ โดยปรมัตถสัจจ์ ก็ไม่ใช่สูญไปเสียหมด ต้องมีสวลักษณะเหลืออยู่ ยกตัวอย่างเช่นมะพร้าว ถ้าไม่มีสวลักษณะในตัวมันเอง ปลูกมะพร้าวก็กลายเป้นกล้วยไปได้ การที่มะพร้าวเป็นมะพร้าวเรื่อยไป ก็เพราะเจ้าสวลักษณะเช่นนี้ หรือเหมือนกับคนและความเป็นธรรม ตัวตนอาจเปลี่ยนแปลงไปคื ทารก ก.เปลี่ยนเป็นหนุ่ม ก. และเปลี่ยนเป็นผู้เฒ่า ก. ลักษณะ 3 ระยะนี้ไม่เหนือกันเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เราก็รู้ว่าเป็นคนๆเดียวกัน นั่นก็คือนาย ก. จะต้องมีสวลักษณะ คือลักษณะเฉพาะในตัวมันเองที่ทำให้เรากำหนดได้ว่าเป็นคนๆเดียวกัน เพราะฉะนั้นโยคาจารจึงสอนว่าสิ่งที่สูญนั้นได้แก่ สัตว์ บุคคล เรา เขา แต่สภาวะธรรมที่เป็นบัญญิติว่า เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา สูญไม่ได้ นั่นก็คือบรรดาพีชะจะต้องมีอยู่ในปรมัตถ์ เหมือนกับต้องมีเบญจขันธ์ เราจึงบัญญัติสัตว์บุคคลได้ เหมือนกับมีเชือก เราจึงเกิดเข้าใจผิดว่าเป็นงูได้ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งปวงบางอย่างไม่มีสวลักษณะ ได้แก่สัตว์ บุคคล เพราะเป็นธรรมที่เราเห็นไปเอง แต่บรรดาพีชะอันเป็นปทัฏฐาน จะพลอยไร้สวลักษณะนั้นมิได้ ถ้าเป็นอย่างวาทะของฝ่ายศูนยวาทแล้ว เราจะเอาอะไรมากำหนดความแตกต่างระหว่างมรรคกับกิเลสระหว่างโลกกับนิพพานเล่า

นิกายจิตอมตวาท

นิกาย นี้ได้เจริญขึ้นในราชวงศ์คุปตะ ไม่พบผู้ก่อตั้งนิกาย พระสูตรที่สำคัญในนิกายเช่น ศรีมาลาเทวีสิงหนาทสูตร ศูรางคมสมาธิสูตร ตถาคตครรภสูตร สุวรรณประภาสสูตร พุทธยานสาครสมาธิสูตร อจินไตยยสูตร วิเศษจินตาพรหมปริปฤจฉาสูตร เป็นต้น

คำสอนในนิกายนี้ตรงข้ามกับ ศูนยวาทและโยคาจาร ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ จักรภพมีปทัฏฐานจากสมบูรณภาพ จากสิ่งนี้คือสมบูรณภาพ จึงก่อเกิดจักรภพชีวิตขึ้น ภาวะอันเป็นแก่นเดิมของโลกคือความจริงแท้ สิ่งที่เป็นมายามีรากฐานมาจากภาวะอันแท้จริงไม่แปรผัน นิกายจิตอมตวาทนี้ได้บัญญัติภาวะอันนี้ด้วยนามต่างๆเช่น พุทธะภาวะ ตถาคตครรภ ภูตตถตา อมฤตจิต นิพพาน นิกายนี้ชี้แจงว่าคำสอนที่เกี่ยวกับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเพียงบุรพภาค เป็นเพียงปริยายธรรม ยังมีธรรมที่สุขุมคัมภีรภาพไปกว่านั้น คือธรรมที่แสดงถึง นิจจัง สุขัง อัตตา การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตา ก็เพื่อให้เราได้เข้าถึงอัตตาที่แท้จริง กล่าวคือ สมบูรณภาพหรือพุทธภาวะ และพุทธภาวะมีในทุกๆสิ่ง แต่ถ้ามองในแง่ลักษณะภายนอก สิ่งทั้งสองก็แตกต่างกันออกไปโดยสัณฐาน โดยนิมิต และโดยพยัญชนะ

นิกาย นี้ ได้ให้ข้ออุปมา เกี่ยวกับสมบูรณภาพว่า ธรรมดาภาวะของจิตหรือสมบูรณภาพนั้น เที่ยงแท้ ไม่เกิด ไม่ด้บ เบื้องต้นไม่ปรากฏเบื้องปลายไม่ปรากฏ แต่ที่เห็นเกิดดับนั้นเพียงอาการของจิต ไม่ใช่ตัวจิต เพราะฉะนั้นจิตจึงไม่ใช่วิญญาณขันธ์" เมื่อจิตมิใช่วิญญาณขันธ์ จิตจึงเป็นผู้รู้ขันธ์ ผู้ปล่อยขันธ์ สภาพของธาตุรู้ ท่านเปรียบเหมือนธาตุทอง ที่ยังปะปนอยู่กันดินทราย หรือธาตุเพชรที่ยังอยู่ในหิน ธาตุทองและธาตุเพชรไม่ใช่ดินทราย ไม่ใช่หินฉันใด พุทธภาวะหรือจิตในสรรพสัตว์ แม้จะห่อหุ้มด้วยกิเลสตัณหา ก็ไม่ใช่กิเลสตัณหาและไม่ใช่ขันธ์ 5 ฉันนั้น อีกอุปมาหนึ่งท่านเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ ย่อมมีปรกติส่องแสงสว่าง แต่ในบางคราวเกิดมืดมัว ก็มิได้หมายความว่า ดวงอาทิตย์นั้นอัปแสงไปหากเนื่องมาจากเมฆหมอกมาปกคลุม เปรียบดังกิเลสตัณหามาบังพุทธภาวะในปุถุชนเหมือนทองที่ยังไม่ได้ร่อนไม่ได้ หุง เหมือนเพชรที่ยังไม่ได้เจียรนัย เหมือนดวงอาทิตย์ที่ถูกเมฆคลุม แต่พุทธภาวะในพระอริยะเจ้า เปรียบเหมือนทองที่เป็นรูปพรรณเหมือนเพชรที่เจียรนัย เหมือนตะวันที่พ้นเมฆหมอกแล้ว ปุถุชนจึงเป็นพุทธะในส่วนเหตุ พระอริยบุคคลเป็นพุทธะในส่วนผล

นิกายนี้เชื่อมั่นว่า สัตว์ทั้งปวงในวันหนึ่งข้างหน้านี้ จักต้องตรัสรู้เหมือนกัน ต้องเป็นพุทธะหมด เพราะทุกคนมีทุนเดิมอยู่ในจิตด้วยกันทุกคน

อีก อุปมาหนึ่ง ท่านเปรียบประดุจท้องมหาสมุทรในยามปรกติย่อมราบเรียบ แต่ที่ยังเกิดเป็นคลื่นก็เพราะลมมหาสมุทร คือพุทธภาวะหรือจิตแท้ลมที่พัดมาคืออวิชชาตัณหาอุปทาน ลูกคลื่นที่เกิดขึ้น แต่ละลูก เปรียบเหมือนสัตว์ต่างๆเกิดแล้วดับไปในมหาสมุทรนั่นเอง มีปัญหาถามว่าอวิชชามีก่อนหรือพุทธภาวะมีก่อน ถ้าอวิชชามีก่อน ก็มิใช่พุทธะภาวะแท้ เพราะไม่รู้มีก่อนรู้ รู้นั้นก็ไม่ใช่รู้จริง ใช้ไม่ได้ ถ้าว่าพุทธะภาวะมีก่อน พระอริยะก็จะกลับเป็นปุถุชนได้ นิกายจิตอมตวาทตอบว่า พุทธภาวะกับอวิชชาไม่ก่อนไม่หลังกัน มีมาด้วยกันนับแต่ภาวะเริ่มต้นไม่ปรากฏ เหมือนกับธาตุทองกับดินทราย จะว่าใครเกิดก่อนเกิดหลังไม่ได้
   วิทยุคลื่นมหายาน ออนไลน์   
       


 
 วิทยุออนไลน์ ดาวโหลดมาติดตั้งที่มือถือ
  ฟังได้ทุกระบบ Android and IOS  
พิมพ์คำว่า
สมาพันธ์สื่อวิทยุพระพุทธศาสนาอาเซี่ยน
     
    ร่วมบุญกับวัดธรรมปัญญาราม
       

   เว็บเพื่อนบ้าน   
คลื่นมหายาน 2
facebookเสียงธรรมส่องโลก
เพจ ป.จ.ทิพสูงเนิน

   แบบสำรวจ   
รายการเสียงธรรมจากมหายาน ท่านชอบอะไรมากที่สุด
เสียงบรรยายจากพระอาจารย์เสี่ยงป้อ องค์เดียว
เสียงสนทนาเย็นๆกับองค์ค้างคาว
เปิดสายคุยกับผู้ฟังหน้าไมค์
เสียงบทสวดมนต์
เสียงเพลงธรรมะ

 
 
 

เว็บไซต์มหายาน ได้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่ พระพุทธศาสนามหายาน-เถรวาท และศิลปะวัฒนธรรม-ประเพณี 

เป็นแหล่งข่าวสารงานบุญ และกิจกรรมต่างๆเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม

Address is  108/8 moo 8 B.bangmuang T.bangchang A.sampran ,Nakhon pathom 73110, Thailand.

ที่อยู่ 108 หมู่ 8 บ้านบางม่วง  ตำบลบางช้าง  อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73110

ติดต่อทีมงาน โทร: 081-137-8680, 086-769-8615, 087-234-2407  
E-mail: Mahayanthailand@Gmail.com


iWebPack 19361507 ผู้เข้าเยี่ยมชม
Designed by: Elegant Web Templates