เว็บไซต์ พระพุทธศาสนามหายานแห่งประเทศไทย
Search Register

   เข้าระบบ   
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน ?.

   ข้อความสั้น   
ชื่อ:

ข้อความ:
รหัสลับ: b9864
กรอกรหัส:*
ช่วยเหลือ

admin
27. พฤษภาคม 2016 07:54:16
เว็บมหายาน.โออาจี ข่าวสาร สาระ ธรรมะ เพื่อประชาชนชาวพุทธ


   สมาชิกขณะนี้   
บุคคลทั่วไป: 2
ไม่มีสมาชิกขณะนี้

สมาชิกทั้งหมด: 69
สมาชิกล่าสุด: nathrotch

   กำเนิดพระพุทธรูปกริ่ง
 
กำเนิดพระพุทธรูปกริ่ง 
โดย เสถียร โพธินันทะ




ในอาณาจักรพระเครื่องรางที่นับถือกันว่ามีอานุภาพขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักนิยมพระเครื่อง ฝ่ายพระผง เห็นจะได้แก่ พระผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “สมเด็จวัดระฆัง” ฝ่านพระโลหะ เห็นจะได้แก่พระกริ่ง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ หรือที่เรียกกันว่า “กริ่งปวเรศ”
พิธีกรรมสร้างพระผงแต่โบราณมา ต้องมีการทำผงวิเศษ ซึ่งสำเร็จสูตรสนธิ์ต่าง ๆ ที่ขีดเขียนลงบนกระดานชนวนแล้วลบ จนได้ที่เป็นจำนวนผงที่ต้องการสำหรับไว้ผสมกับสารอื่น ๆ พิมพ์เป็นองค์พระ การสร้างพรระโลหะ หรือพระกริ่งก็เช่นเดียวกัน จะต้องลงเลขยันต์ในแผ่นนวโลหะ อันจะเป็นชนวนผสมในการหล่อด้วย เลขยันต์ที่นิยมใช้ลงโดยมาก ท่านนิยมลงด้วยพระยันต์ ๑๐๘ และ นะปฐมัง ๑๔ นะ ว่ากันว่า เป็นตำราขอสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การสร้างก็ต้องมีพิธีพระพุทธาภิเษก และมีพิธีโหร พิธีพราหมณ์ประกอบ
ก็พระกริ่งปวเรศนี้ เล่ากันมาว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศฯ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงได้ตำราจากสมาเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งทรงได้จากครูบาอาจารย์เก่า ๆ สืบทอดกันมาจากสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศฯ ทรงสร้างพระกริ่งในเบื้องปัจฉิมสมัยแห่งพระชนมายุ แต่สร้างคราวละเล็กละน้อย เชื่อกันว่ามี ๒ ครั้งเท่านั้น ทรงแจกเฉพาะผู้ใกล้ชิด และเจ้านาย ข้าราชการ ประชาชนที่มาสดับพระธรรมเทศนาในวัดบวรนิเวศ ฉะนั้นพระกริ่งปวเรศจึงมีน้อยไม่แพร่หลาย ต่อมาเจ้าคุณเฒ่า วัดมกุฎกษัตริยารามเลียนแบบของพระองค์ไปจัดสร้างขึ้นบ้าง ก็เป็นจำนวนน้อย ภายหลังตำราไปตกอยู่กับพระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรวรรดิราชาวาส ตามปากราษฎรเรียกกันว่า “ท่านเจ้ามา” เป็นพระเถระเชี่ยวชาญทางสมถภาวนา อาจสามารถจุดเทียนระเบิดน้ำลงไปลงตะกรุด ณ ท่าแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดได้ ต่อมาท่านเจ้ามา ก็ประสิทธิ์ประสาธน์ตำราแก่พระเทพโมลี (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งภายหลังพระเทพโมลีเจริญสมณศักดิ์โดยลำดับ จนได้ครองสมณอัครฐานันดรศักดิ์ที่สมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลที่ ๘
พระเทพโมลีได้สร้างพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรก และได้สร้างติดต่อเรื่อยมาเป็นนิตย์ คราวละมากบ้าง น้อยบ้าง จนถึงดำรงฐานะสมเด็จพระสังฆราช และจำเดิมแต่นั้นก็มีพระเกจิอาจารย์ต่างสำนักเลียนแบบสร้างพระกริ่งกันแพร่หลาย
พระพุทธลักษณะของพระกริ่ง เป็นแบบพระพุทธรูปมหายานทางประเทศธิเบต และปรากฏว่าในประเทศเขมร ก็มีพระกริ่งแบบนี้เหมือนกัน เราเรียกกันว่า “กริ่งพระปทุม” ประเพณีนิยมสร้างพระกริ่งของไทย คงจะได้ครูจากเขมรเป็นแน่แท้ และมีการสร้างกันในยุคกรุงสุโขทัยแล้ว ที่กล่าวว่าตำราสร้างพระกริ่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้เดิมเป็นของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว ก็น่าจะจริง เพราะสมเด็จพระพนรัตองค์นั้น ท่านคงจะได้รวบรวมพิธีการสร้างจากตำรับตำราเก่า ๆ และในสมัยนั้นวัดป่าแก้วก็นับถือกันว่าเป็นสำนักอรัญญิกาวาส – สมถธุรวิปัสสนาธุระ
อันที่จริงพระกริ่งก็คือ พระปฏิมาไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นที่นิยมนับถือของปวงพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายานนิ่งนัก ปรากฏพระประวัติมาในพระสูตรสันสกฤตสูตรหนึ่ง คือ “พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชามูลปณิธานสูตร” แปลเป็นจีนในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ซึ่งขอแปลโดยย่อสู่กันฟังดังนี้ : -
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระศากยมุนีพุทธะเสด็จประทับ ณ กรุงเวสาลี สุขโฆสวิหาร พร้อมด้วยพระมหาสาวก ๘,๐๐๐ องค์ พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๓๖,๐๐๐ องค์ และพระราชาธิบดีเสนาอำมาตย์ ตลอดจนปวงเทพ ก็โดยสมัยนั้นแล พระมัญชุศรีผู้ธรรมราชาบุตรอาศัยพระพุทธาภินิหาร ลุกขึ้นจากที่ประทับทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกพระชาณุกับแผ่นดิน ณ เบื้องพระพักตร์ของสมเด็จพระโลกนาถเจ้า ประคองอัญชลีกราบทูลขึ้นว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดประทานพระธรรมเทศนาพระพุทธนามและมหามูลปณิธาน และคุณวิเศษอันโอฬารแห่งปวงพระสัมมาพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อยังผู้สดับธรรมกถานี้ ได้รับหิตประโยชน์บรรลุถึงสุขภูมิ” พระบรมศาสดา ทรงรับอาราธนาของพระมัญชุศรีโพธิสัตว์แล้ว จึงทรงแสดงพระเกียรติคุณของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าว่า
ดูก่อนกุลบุตร จากที่นี้ไปทางทิศตะวันออก ผ่านโลกธาตุอันมีจำนวนดุจเม็ดทรายในคงคานที ๑๐ นทีรวมกัน ณ ที่นั้นมีโลกธาตุหนึ่งนามว่า วิสุทธิไพฑูรยโลกธาตุ ณ โลกธาตุนั้น มีพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต พระองค์ถึงพร้อมด้วยพระภาคเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้ดีชอบแล้วด้วยพระองค์เอง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้จักโลก เป็นผู้ยอดเยี่ยมไม่มีใครเปรียบ เป็นนายสารถีฝึกบุรุษ เป็นศาสดาแห่งเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมกล่าวสอนสัตว์ ดูก่อนมัญชุศรี ณ เบื้องอดีตภาค เมื่อพระตถาคตเจ้าพระองค์นี้ ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงตั้งมหาปณิธาน ๑๒ ประการ เพื่อยังความต้องการแห่งสรรพสัตว์ให้บรรลุ
ก็มหาปณิธาน ๑๒ ประการเป็นไฉน
๑. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งมีวรกายอันรุ่งเรืองส่องสาดทั่วอนันตโลกธาตุ บริบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ขอให้สรรพสัตว์จงมีวรกายดุจเดียวกับเรา
๒. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขอให้วรกายของเรามีสีสันดุจไพฑูรย์ มีรัศมีรุ่งโรจน์โชตนาการยิ่งกว่าแสงจันทร์และแสงอาทิตย์ประดับด้วยคุณาลังการอันมโหฬารไพศาลพันลึก ส่องทางให้แก่สัตว์ที่ตกอยู่ในอบายคติให้หลุดพ้นเข้าสู่ที่ชอบตามปรารถนา
๓. ในกาลใดที่เราบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ขอให้เราได้ใช้ปัญญาโกศลอันล้ำลึกสุขุมไม่มีที่สิ้นสุด ยังสรรพสัตว์ให้ได้รับโภคสมบัตินานาประการ อย่าได้มีความยากจนใด ๆ
๔. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสัตว์ใดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ขอให้เรายังเขาให้ตั้งในในสัมมาทิฏฐิโพธิมรรค หากมีสัตว์ใดดำเนินปฏิปทาแบบสาวกยาน ปัจเจกยาน ก็ขอให้เราสามารถยังเขามาดำเนินปฏิปทาแบบมหายาน
๕. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์ใดมาประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยของเรา ก็ขอให้เขาเหล่านั้นอย่าได้มีศีลวิบัติเลย จงบริบูรณ์ด้วยองค์แห่งศีลทั้ง ๓ เถิด หากผู้ใดมีศีลวิบัติ เมื่อได้สดับนามแห่งเรา ก็ขอให้จงบริสุทธิ์บริบูรณ์ดุจเดิม ไม่ตกสู่ทุคตินิรนาบาย
๖. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์มีกายอันเลวทราม มีอินทรีย์อันไม่ผ่องใส โง่เขลาเบาปัญญา ตาบอดหรือหูหนวก เป็นใบ้บ้า หรือหลังค่อม สารพัดพยาธิทุกข์ต่าง ๆ เมื่อได้สดับนามแห่งเรา ก็ขอให้หลุดพ้นจากปวงทุกข์เหล่านั้น มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีอินทรีย์ผ่องใสสมบูรณ์
๗. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากยังมีสรรพสัตว์อันความทุกข์เบียดเบียนปราศจากที่พึ่งพิงและที่อยู่อาศัย ปราศจากแพทย์และยา ปราศจากวงศาคณาญาติ อันความยกจนข้นแค้นมีทุกข์มาเบียดเบียนแล้ว เพียงแต่นามแห่งเราผ่านโสตเขาเท่านั้น ขอสรรพความเจ็บป่วยจงปราศจากไปสิ้น เป็นผู้มีกายใจอันผาสุก มีบ้านเรือนอาศัยพรั่งพร้อมด้วยธนสารสมบัติ จนที่สุดก้จักได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณ
๘. ในกาลใดที่เราบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีอิสตรีใดมีความเบื่อหน่ายต่อเพศแห่งตน ปรารถนาจะกลับเพศบุรุษไซร้ มาตรว่าได้สดับนามแห่งเรา ก็จะสามารถเปลี่ยนเพศจากหญิงเป็นชายได้ตามปรารถนา จนที่สุดก็จักได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณ
๙. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราจงสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากข่ายแห่งมารและเครื่องผูกพันของเหล่ามิจฉาทิฏฐิ ให้สัตว์เหล่านั้นตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ปละให้ได้บำเพ็ญโพธิสัตว์จริยา จนบรรลุพระโพธิญาณในที่สุด
๑๐. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดถูกต้องพระราชอาญาต้องคุมขังรับทัณฑกรรมในคุกตะราง หรือต้องบทอาญาถึงประหารชีวิต ตลอดจนได้รับการข่มเหงคะเนงร้าย ดูหมิ่นดูแคลนเหยียดหยามอื่น ๆ เป็นผู้อันความคับแค้นเผาลนแล้ว มีใจกายอันวิปฏิสารอยู่ หากได้สดับนามแห่งเรา ได้อาศัยบารมีและคุณาภินิหารของเรา ขอสัตว์เหล่านั้นจงหลุดพ้นจากปวงทุกข์ดังกล่าว
๑๑. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดมีความทุกข์ด้วยความหิวกระหายแล้ว ประกอบอกุศลกรรมเพราะเหตุแห่งอาหารไซร้ หากได้สดับนามแห่งเรา มีจิตหมั่นตรึกนึกภาวนาเป็นนิตย์ เราจักประทานเครื่องอุปโภคบริโภคอันประณีตแก่เขา ยังเขาให้อิ่มหนำสำราญ แล้วประทานธรรมรสแก่เขา ให้เขาได้รับความสุข
๑๒. ในกาลใดที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดที่ยากจนปราศจากอาภรณ์นุ่งห่ม อันความหนาวและเหลือบยุงเบียดเบียนทั้งกลางวันกลางคืน หากได้สดับนามแห่งเรา และหมั่นรำลึกภาวนาถึงเราไซร้ เขาได้สิ่งที่ปรารถนา และจักบริบูรณ์ด้วยธนสารสมบัติสรรพอาภรณ์เครื่องประดับ และเครื่องบำรุงความสุขต่าง ๆ
ครั้นแล้วพระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้าตรัสต่อไป พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านี้มีพระโพธิสัตว์ผู้ใหญ่ ๒ องค์ คือ พระสุริยไวโรจนะและพระจันทรไวโรจนะ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยของพระไภษัชยคุรุว่า “ผู้ใดก็ดี ได้บูชาพระพุทธองค์ ด้วยความเลื่อมใสแล้ว ก็จักเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา ไม่ฝันร้าย ศัสตราวุธทำอันตรายมิได้ สัตว์ร้ายทำอันตรายมิได้ โจรภัยทำอันตรายมิได้ ยาพิษทำอันตรามิได้ ฯลฯ” นอกจากนี้ทรงแสดงถึงพิธีมณฑลบูชาพระไภษัชยคุรุอีกด้วยว่า ต้องจัดพิธีมีเครื่องบูชาอย่างนั้น ๆ และประทานพระคาถาบูชาพระไภษัชยคุรุด้วย ในเวลาตรัสพระคาถานี้ พระบรมศาสดาทรงประทับเข้าสมาธิชื่อ “สรวสัตวทุกขภินทนาสมาธิ” ปรากฏรัศมีไพโรจน์ขึ้นเหนือพระเกตุมาลา แล้วจึงตรัสพระคาถามหาธารณีดังนี้
“นโม ภควเต ไภษชฺยคุรุ ไวฑูรฺยปรฺภาราชาย ตถาคตยารฺหเต สมอยกฺสมฺพุทฺธาย โอมฺ ไภเษชเย ไภเษชเย ไภเษชย สมุรฺคเตสฺวาหฺ”
ครั้นตรัสพระมหาธารณีนี้แล้ว พสุธาก็กัมปนาทหวาดไหว แสงสว่างอันโอฬารก็ปรากฏ สัตว์ทั้งปวงก็หลุดพ้นจากสรรพยาธิ บรรลุสุขสันติอันประณีตแล้ว พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “ดูก่อนมัญชุศรี ถ้ากุลบุตรกุลธิดาใด พยาธิทุกข์เบียดเบียนแล้ว พึงตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แล้วนำพระมหาธารณีบทนี้ ปลุกเสกอาหารหรือยา หรือน้ำดื่มครบ ๑๐๘ หน แล้วดื่มกินเข้าไปเถิด จักสามารถดับสรรพปวงพยาธิได้ ฯลฯ” พระสูตรนี้ตอนปลาย ๆ ยังมีเรื่องราวพิสดารอีกมาก แต่จำต้องของดไว้เพียงเท่านี้ เป็นอันว่า ท่านผู้อ่านได้ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ และความสำคัญของพระพุทธไภษัชยคุรุโดยสังเขปเท่านี้ สำหรับพระคาถาธารณีนั้น ท่านพระคณาจารย์สร้างพระกริ่งไม่ควรละเลย ควรนำมาใช้ปลุกเสกพระกริ่งได้ และควรถือว่าเป็นมนต์ประจำพระกริ่งโดยเฉพาะทีเดียว
เมื่อความศักดิ์อภินิหารของพระพุทธไภษัชยคุรุปรากฏตามที่ได้พรรณนามา พวกพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายานจึงเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง มีพระพุทธไภษัชยคุรุบูชากันทั่วไปในวัดประเทศจีน ญี่ปุ่น ธิเบต เกาหลี และเวียตนาม ที่สุดจนในประเทศเขมรและประเทศไทย สำหรับประเทศไทย แม้จะนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายสาวกยานลัทธิลังกาวงศ์ แต่ก่อนนั้นขึ้นไปเราก็เคยรับเอาลัทธิมหายานมานับถืออยู่ระยะหนึ่ง เป็นลัทธิมหายานซึ่งแพร่ขึ้นมาจากอาณาจักรศรีวิชัยทางใต้ และที่เผยแพร่มาจากเขมร ไทยเพิ่งจะเริ่มนับถือพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ก็เมื่อยุคกรุงสุโขทัยนี้เท่านั้น อาณาจักรศรีวิชัยซึ่งตั้งแว่นแคว้นอยู่บนคาบสมุทรมาลายู ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๐๐ – ๑๗๐๐ รวมเวลานานราว ๖๐๐ ปี เป็นอาณาจักรที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และนำลัทธิมหายานให้แพร่หลายไปในหมู่เกาะชวา มลายู ตลอดขึ้นมาจนถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนเขมรนั้น ปรากฏว่ามีทั้งลัทธิมหายานและลัทธิพราหมณ์เจริญแข่งกัน กษัตริย์ของเขมรหรือขอมสมัยนั้นบางองค์ก็เป็นพุทธมามกะ บางองค์ก็เป็นพราหมณมามกะ ในราว พ.ศ. ๑๕๔๖ – ๑๕๙๒ กษัตริย์เขมรพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก จนถึงกับเมื่อสวรรคตแล้วมีพระนามว่า “พระบรมนิวารณบท” พระองค์เป็นเชื้อสายกษัตริย์จากอาณาจักรศรีวิชัย ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ลัทธิมหายานจะไม่เฟื่องฟุ้งขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ แต่ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔ – ๑๗๔๘ พระองค์ทรงเป็นมหายานพุทธมามกะโดยแท้จริง ทรงพยายามจรรโลงลัทธิมหายาน ซึมซาบเข้าไปในจิตใจของปวงชน ทรงเป็นมหาราชองค์สุดท้ายของเขมร เพราะเมื่อสิ้นรัชสมัยแล้ว เขมรก็เข้าสู่ยุคเสื่อม พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระองค์นี้ ปรากฏว่าเป็นผู้สร้างเมืองใหม่ชื่อนครชัยศรี คือปราสาทของพระขรรค์ สำหรับเป็นพุทธสถาน ประดิษฐานพระปฏิมาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อันเป็นพระโพธิสัตว์แห่งเมตตากรุณา ที่สำคัญอย่างยิ่งองค์หนึ่งของลัทธิมหายาน ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระเจ้าธรณินทวรมัน พระชนก และสร้างปราสาทตาพรหม ประดิษฐานพระปฏิมา ปรัชญาปารมิตา โพธิสัตว์แห่งปัญญา อุทิศแด่พระวรราชมารดา มีจารึกกล่าวว่า ปราสาทตาพรหมเป็นสำหรับพระมหาเถระ ๑๘ องค์ และสำหรับภิกษุอีก ๑,๗๔๐ รูปด้วย แล้วทรงสร้างปราสาทบายน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์เอง นอกจากนี้ปรากฏในศิลาจารึกตาพรหมว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้สร้างโรงพยาบาลคือ “อโรคยาศาลา” เป็นทานทั่วพระราชอาณาจักรถึง ๑๐๒ แห่ง ด้วยทรงเคารพนับถือพระพุทธไภษัชยคุรุยิ่งนัก จึงทรงอนุวัติตามพระพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตอนหนึ่งในจารึกตาพรหมของพระองค์ซึ่ง “พันธ์พิทแพทย์” ได้ถอดเป็นภาษาไทยว่า : -
“ขอนอบน้อมสักการะ แด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสรู้พระธรรมและบรรลุถึงซึ่งโลกุตรสุข พระองค์ทรงเป็นศาสดาที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เดียวโดยชอบ พระองค์เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งพระนิรวาณ
ข้าพเจ้าขอวันทาพระชินะไภษัชยคุรุไพฑูรยประภาราชะ พระผู้ประสาธน์สันติแห่งดวงจิตและความสงบ แม้แต่เพียงได้ยินพระนามก็ยังรู้สึกชื่นชมเสียแล้ว
สรวมชีพศรีสุริยไวโรจนะเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ พระศรีจันทรไวโรจนะเจ้าแห่งดวงศศิธร ขอจงได้โปรดเปล่งรัศมีขจัดความมัวเมาในกิเลสราคะ และอกุศลมูลแห่งประชาสัตว์ให้ปราศไป และให้เบื้องพระเมรุไกรแห่งสมเด็จพระศรีศากยมุนีเป็นเจ้า มีแสงสว่างชำนะกิเลสเหล่านี้”
ข้อความในจารึกนี้ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงซาบซึ้งใน “พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชมูลปณิธานสูตร” ซึ่งข้าพเจ้าแปลตัดยกมาตอนต้นเพียงไร จึงทรงสามารถรำพันถ่ายความรู้สึกศรัทธาปสาทะในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นออกมาได้อย่างไพเราะและยังทรงสรุปได้อย่างงดงาม คือทรงขอให้พระบวรพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ศากยมุนีโคตมะ ศาสดาแห่งมวลพุทธมามกะทั้งฝ่ายสาวกยานและมหายาน พระพุทธองค์ปัจจุบันให้รุ่งเรืองอีกด้วย นอกจากนี้กษัตริย์ “นักก่อสร้าง” พระองค์นี้ยังได้สร้างรูปพระปฏิมา “ชยพุทธมหานาถ” พระราชทานไปประดิษฐานไว้ในเมืองอื่น ๆ ๒๓ แห่ง ทรงสร้างธรรมศาลา ขุดสระน้ำ สร้างถนน จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้าปรารถนาจะกล่าวว่า กริ่งพระปทุมของเขมรได้สร้างขึ้นอย่างแพร่หลายกว่าทุกยุคในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นี้ เพื่ออุทิศบูชาแด่พระพุทธไภษัชยคุรุ และได้มีการสร้างบ้างแล้วในรัชสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ ในการสร้างนั้นได้มีพิธีลุกเสกประจุฤทธิ์เข้าไปตามกระบวนพิธีลัทธิมหายาน ซึ่งปรากฏในพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชมูลปณิธานสูตรนั้น กริ่งพระปทุมจึงมีฤทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ภายหลังเมื่อลัทธิมหายานเสื่อมสูญ คติการสร้างพระกริ่งยังคงสืบทอดกันมาและกลับมาแพร่หลายในหมู่ชาวไทย ลาว แต่นานวันเข้า ก็ลืมประวัติ วิธีสร้างแบบเดิม ทั้งนี้เพราะพระสูตรมหายานเป็นภาษาสันสกฤต ก็พลอยเลือนหายไปตามลัทธิมหายานด้วย พระเกจิอาจารย์ ท่านจึงได้ดัดแปลงวิธีการสร้างใหม่ตามแบบไสยเวท เช่นการลงยันต์ ๑๐๘ และ นะปฐมัง ๑๔ นะ ในแผ่นโละหะเป็นต้น ซึ่งก็ให้ผลความศักดิ์สิทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ถ้ามาตรว่าทำให้ถูกพิธีกรรมใหม่นี้จริง ๆ ส่วนเม็ดกริ่งในองค์พระนั้น สันนิษฐานได้เป็น ๒ ทาง คือทางหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธภาวะ อันมีคุณลักษณะอนาทิเบื้องต้นไม่ปรากฏ อนันตะแผ่สร้านอยู่โดยทั่วไป เบื้องปลายก็มิได้ปรากฏ จึงทำเป็นเม็ดกลมอีกทางหนึ่ง ชะรอยจะอนุมัติตามคติที่ว่า แม้เพียงได้สดับพระนามก็อาจให้ได้รับความสวัสดีได้ จึงใช้ประจุเม็ดกริ่งไว้ เพราะเมื่อสั่นองค์พระทุกครั้งก็จะได้บุญ ๒ ต่อ คือผู้สั่นเท่ากับได้เจริญภาวนถึงพระไภษัชยคุรุ ส่วนผู้อื่นที่ได้ยินเสียงกริ่งก็พลอยได้บุญไปตาม ฉะนั้น การสร้างพระกริ่งท่านจึงนิยมสร้างเป็นองค์ติดอยู่ในขันน้ำมนต์ด้วยอีกโสดหนึ่ง เมื่อผู้ที่ต้องการน้ำมนต์ เพียงเอาน้ำตักใส่ขันแล้วอาราธนา ก็จักสำเร็จเป็นน้ำมนต์ขึ้น
ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระวันรัต (แดง) เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ อาพาธเป็นอหิวาตกโรค มีอาการหนัก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น) เสด็จไปเยี่ยมพระองค์ท่าน ได้อาราธนาพระกริ่งปวเรศฯ ของสมเด็จพระอุปัชฌาย์ ทำน้ำมนต์ถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) ดื่ม ปรากฏอำนาจมหัศจรรย์ คืออาพาธทุเลาเป็นลำดับ จนกระทั่งหายเป็นปกติ ด้วยวิธีดื่มน้ำพระพุทธมนต์แช่พระกริ่งนี้ ครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ยังมิได้ทรงอัครสมณศักดิ์ ได้เป็นผู้พยาบาลสมเด็จพระวันรัต (แดง) โดยใกล้ชิด ได้เห็นโดยตลอด ด้วยประการฉะนี้ พระพุทธรูปกริ่งจึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกกันว่า พระหมอ มาแต่โบราณ ซึ่งตรงกับพระนามอันแท้จริงของพระองค์ว่า ไภษัชยคุรุพุทธะ อย่างแปลกประหลาด
 
   วิทยุคลื่นมหายาน ออนไลน์   
       


 
 วิทยุออนไลน์ ดาวโหลดมาติดตั้งที่มือถือ
  ฟังได้ทุกระบบ Android and IOS  
พิมพ์คำว่า
สมาพันธ์สื่อวิทยุพระพุทธศาสนาอาเซี่ยน
     
    ร่วมบุญกับวัดธรรมปัญญาราม
       

   เว็บเพื่อนบ้าน   
คลื่นมหายาน 2
facebookเสียงธรรมส่องโลก
เพจ ป.จ.ทิพสูงเนิน

   แบบสำรวจ   
รายการเสียงธรรมจากมหายาน ท่านชอบอะไรมากที่สุด
เสียงบรรยายจากพระอาจารย์เสี่ยงป้อ องค์เดียว
เสียงสนทนาเย็นๆกับองค์ค้างคาว
เปิดสายคุยกับผู้ฟังหน้าไมค์
เสียงบทสวดมนต์
เสียงเพลงธรรมะ

 
 
 

เว็บไซต์มหายาน ได้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่ พระพุทธศาสนามหายาน-เถรวาท และศิลปะวัฒนธรรม-ประเพณี 

เป็นแหล่งข่าวสารงานบุญ และกิจกรรมต่างๆเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม

Address is  108/8 moo 8 B.bangmuang T.bangchang A.sampran ,Nakhon pathom 73110, Thailand.

ที่อยู่ 108 หมู่ 8 บ้านบางม่วง  ตำบลบางช้าง  อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73110

ติดต่อทีมงาน โทร: 081-137-8680, 086-769-8615, 087-234-2407  
E-mail: Mahayanthailand@Gmail.com


iWebPack 19361358 ผู้เข้าเยี่ยมชม
Designed by: Elegant Web Templates